ครม.ไฟเขียวงบกลางฯปี 60 จำนวน 212 ล้านบาท ใช้จ่ายเป็นค่าบริหารสำนักงานอีอีซี
21 มิถุนายน 2560

ครม.ไฟเขียวงบกลางฯปี 60 จำนวน 212 ล้านบาท ใช้จ่ายเป็นค่าบริหารสำนักงานอีอีซี รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี โดยอนุมัติงบประมาณให้กับสำนักงานเพื่อการพัฒนาอีอีซี วงเงินกว่า 212 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร โดยงบประมาณส่วนนี้ส่วนมากใช้เพื่อจัดทำแผนการลงทุน ก่อนหน้านั้น กระทรวงอุตสาหกรรมของบประมาณเพิ่มเติมประจำปี 2560 สำหรับการบริหารสำนักงาน จำนวน 498 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายรายการค่าตอบแทนบุคลากร ค่าเบี้ยประชุม ค่าสำนักงาน ค่าประชาสัมพันธ์ ค่าจัดทำแผนการลงทุน ค่าชักชวนนักลงทุนรายสำคัญ เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่สำนักงบประมาณ พิจารณาอนุมัติให้เบิกจ่ายจากงบรายจ่ายประจำปี 2559 งบกลาง ในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งได้กันเงินไว้เหลื่อมปี จำนวน 71.52 ล้านบาท แต่กระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ได้ตั้งงบประมาณในการบริหารสำนักงาน ซึ่งเป็นค่าจัดทำแผนการลงทุน เสริมสร้างภาพลักษณ์และการสื่อสาร การจัดทำมาตรการชักชวนนักลงทุนและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ ดังนั้นจึงต้องขอเบิกงบกลางปี จำนวน 212.27 ล้านบาท นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้จัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 จำนวน 212.27 ล้านบาทให้กับสำนักงานอีอีซี เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารสำนักงานอีอีซี ค่าจัดทำแผนการลงทุน ค่าเสริมสร้างภาพลักษณ์และการสื่อสาร ค่าจัดทำมาตรการชักชวนนักลงทุน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและดำเนินกิจกรรมในต่างประเทศ โดยให้เบิกจ่ายจากงบกลาง ในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น เนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ก่อนหน้านี้ สำหรับงบประมาณส่วนนี้ แบ่งเป็น ค่าใช้จ่ายบริหารสำนักงาน 10.90 ล้านบาท ค่าจัดทำแผนการลงทุน 121.96 ล้านบาท ค่าเสริมสร้างภาพลักษณ์และการสื่อสาร 30 ล้านบาท ค่าจัดทำมาตรการชักชวนนักลงทุน 11.05 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายเดินทางไปต่างประเทศ 38.35 ล้านบาท ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการจัดทำแผนการพัฒนาอีอีซีใน 8 แผนงานย่อย คือ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2.การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือสัตหีบและบริการโลจิสติกส์ต่อเนื่อง3. การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย 4.การพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ 5.การพัฒนาศูนย์กลางการเงิน 6.การพัฒนาบุคลากร การศึกษา การวิจัยและเทคโนโลยี 7.การพัฒนาเมืองใหม่ ฉะเชิงเทรา-พัทยา-ระยอง และ 8.การประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศของประเทศ ก่อนหน้านี้นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานอีอีซี ระบุว่า อีอีซีเป็นทางออกสำคัญที่จะนำไปสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 โดยสานต่อจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเดิม ให้เป็นอีอีซี เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นที่ดึงโตเกียวเป็นศูนย์กลางแล้วดึงจังหวัดรอบ ๆ มาพัฒนาเชื่อมโยงระหว่างกัน หรือเช่นเดียวกับเกาหลีใต้ที่ใช้อินชอลเชื่อมโยงกับกรุงโซล เช่นเดียวกับโครงการอีอีซี ที่ใช้กรุงเทพฯเชื่อมการพัฒนาออกไปยังจังหวัดรอบ ๆ เพื่อให้เมืองต่างจังหวัดเติบโตไปด้วย อีอีซีจึงเป็นฐานของการสร้างเทคโนโลยี ฐานของการสะสมการลงทุน อย่างไรก็ตามจากการศึกษาโครงการอีอีซีทั้งหมด มั่นใจได้ว่าอีอีซีจะทำให้โครงสร้างการลงทุนของไทยเปลี่ยนไปและทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้เฉลี่ยปีละ 4.5-5% โดยมีเงินลงทุนเฉลี่ยปีละ 3 แสนล้านบาท โดยภายในต้นปี 2561 5 โครงการที่สำคัญลำดับต้นจะมีความคืบหน้าเห็นเป็นรูปเป็นร่างได้แน่นอน ทั้งสนามบินอู่ตะเภาที่จะเป็นเมืองการบินภาคตะวันออกรองรับระบบนักท่องเที่ยวสูงสุด 30 ล้านคน มีมูลค่าการลงทุน 2 แสนล้านบาท ท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุดระยะที่ 3 มูลค่าลงทุน 10,150 ล้านบาท ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 มูลค่าลงทุน 88,000 ล้านบาท โครงการรถไฟความเร็วสูง 1.58 แสนล้านบาท และโครงการรถไฟทางคู่ มูลค่า 64,300 ล้านบาท

http://iiu.isit.or.th/th/news/Iron%20Industry%20News/Content-2556.aspx