อินเดีย "ปฏิรูปภาษี" ครั้งใหญ่ เปิดประตูการค้า-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
06 กรกฎาคม 2560

อินเดีย "ปฏิรูปภาษี" ครั้งใหญ่ เปิดประตูการค้า-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ "อินเดีย" ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีระบบภาษีซับซ้อน และซ้ำซ้อนมากที่สุดประเทศหนึ่ง เพราะไม่เพียงมีรัฐบาลกลางจัดเก็บเท่านั้น แต่ละรัฐยังจัดเก็บภาษีของตนเองอีกด้วย ผลก็คือนอกจากจะเกิดการเก็บภาษีซ้ำแล้วระดับภาษีที่เรียกเก็บยังแตกต่างกันสูงมากในแต่ละรัฐ เปิดช่องให้มีการหลีกเลี่ยงภาษี หรือก่อให้เกิดการคอร์รัปชั่นขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ การปฏิรูปภาษีเพื่อให้ง่ายขึ้นและลดการเรียกเก็บทับซ้อนกันจึงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้การหารือเรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่า10 ปีก่อน มีการเจรจากันยืดเยื้อในรัฐสภา ก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะผลักดันหลักการของเรื่องนี้ออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อเมษายนที่ผ่านมา และกฎหมายรองรับทั้งเรื่องอัตราภาษีรายสินค้า และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่งแล้วเสร็จเมื่อกลางมิถุนายนนี้ ทางการอินเดียกำหนดให้ยกเลิกเรียกเก็บภาษีต่าง ๆ มากกว่า 10 ชนิด (อาทิ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีระหว่างรัฐ ภาษีขนส่ง ภาษีซื้อ ภาษีสินค้าและบริการฟุ่มเฟือย ภาษีพิเศษ เป็นต้น) และแทนที่ด้วยภาษีใหม่ ที่เรียกว่า ภาษีสินค้าและบริการหรือจีเอสที (Goods and Services Tax-GST) ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ที่สุดของอินเดียนับตั้งแต่ได้รับเอกราช และเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งสำคัญที่สุดของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี "นเรนทรา โมดี" ซึ่งก้าวขึ้นมามีอำนาจเมื่อปี 2557 จีเอสที ใช้หลักการเรียกเก็บภาษีแบบเดียวกับภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT คือเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการคนสุดท้าย โดยผู้ผลิตสินค้าหรือบริการสามารถหักลบภาษีที่ต้องจ่ายในการจัดซื้อส่วนประกอบในการผลิตสินค้า หรือให้บริการได้ และเป็นภาษีเดียวกันทั่วประเทศ โดยแต่ละรัฐจะเก็บภาษีการซื้อขายสินค้าหรือบริการที่เกิดขึ้นภายในรัฐ ขณะที่รัฐบาลกลางจะเก็บภาษีสินค้าหรือบริการที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐ ธุรกิจที่มีรายได้ต่อปีเกินกว่า2ล้านรูปี (ราว 1 ล้านบาท) ต้องขึ้นทะเบียนกับเครือข่ายภาษีจีเอสที และต้องรายงานผลประกอบการอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยทั้งหมดต้องทำเป็นระบบดิจิทัลผ่านทางเว็บไซต์ของรัฐบาลที่จัดทำขึ้นรองรับ ไม่รับการยื่นภาษีเป็นกระดาษอีกด้วย ข้อดีที่รัฐบาลอินเดียชี้ให้เห็นจากการใช้จีเอสที คือทำให้บริษัทธุรกิจต่าง ๆ เข้าอยู่ในระบบภาษี เพื่อใช้ในการพิสูจน์ว่าได้ชำระภาษีในการจัดซื้อวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าและบริการเพื่อนำไปขอคืนภาษีจากรัฐทำให้รัฐบาลสามารถขยายฐานภาษีได้มากขึ้นส่งผลให้ธุรกิจที่ดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เรียกกันว่า"ธุรกิจมืด" ลดน้อยลง ทั้งยังเป็นการแก้ปัญหาการจ้างงานในเศรษฐกิจทั้งระบบ ซึ่งแต่เดิมกว่า 90% เป็นการจ้างงานแบบไม่เป็นทางการ และยังเป็นการขจัดปัญหาคอร์รัปชั่น หรือการเรียกรับสินบนได้อีกด้วย นักวิชาการยกตัวอย่างผลลัพธ์จากการใช้ระบบภาษีใหม่ต่อระบบโลจิสติกส์ในอินเดียที่นอกจากจะเสียเวลาถึง60% ของเวลาที่ใช้ในการขนส่งสินค้าหรือวัตถุดิบ ไปกับการหยุดรถตามด่านตรวจต่าง ๆ, ด่านเก็บเงินค่าผ่านทาง และหยุดเพื่อตรวจสอบสินค้าเพื่อประเมินภาษี ระบบภาษีใหม่นอกจากจะทำให้เวลาในการขนส่งลดลงไปมากถึง 40% แล้ว ยังสามารถขจัดการเรียกเก็บส่วยนอกกฎหมายของเจ้าหน้าที่ได้ด้วย ผลลัพธ์ก็คือ ต้นทุนและเวลาในการลำเลียงสินค้าและวัตถุดิบลดลง ซึ่งในที่สุดจะส่งผลให้ราคาสินค้าลดลงตามไปด้วยนั่นเอง นอกจากนั้น ระบบภาษีเดียวกันยังทำให้อินเดียทั้งประเทศกลายเป็น "ตลาดเดียว" เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีผู้บริโภคไม่น้อยกว่า 1,300 ล้านคน สินค้าหรือบริการแบบเดียวกันเสียภาษีในอัตราเดียวกันทั้งหมด รัฐบาลอินเดียเชื่อว่า ระบบภาษีใหม่นี้จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวสืบเนื่องจากการเปลี่ยนระบบภาษีใหม่นี้ถึง 2% อย่างไรก็ตาม การที่กฎหมายภาษีใหม่ประกาศใช้ออกมาก่อนกำหนดบังคับใช้เพียง 2 สัปดาห์ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการเตรียมความพร้อมของธุรกิจใหญ่น้อยทั้งหลายไม่น้อย และการที่รัฐบาลบังคับให้ระบบภาษีใหม่นี้อยู่ในรูปแบบที่เป็นดิจิทัลทั้งหมด ยังส่งผลกระทบไม่น้อยในการเตรียมความพร้อมดังกล่าว โดยเฉพาะในส่วนของกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม ที่อาจต้องว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดำเนินการเรื่องนี้ให้ อย่างน้อยก็ในระยะแรก ซึ่งส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนของสินค้าและบริการสูงขึ้นได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้การที่ภาษีจีเอสทีของอินเดียไม่ได้กำหนดเป็นอัตราเดียวเหมือนในหลายประเทศแต่แยกเป็น 4 อัตรา ตามชนิดสินค้าหรือบริการ ตั้งแต่ 5% (อาทิ กาแฟ, น้ำตาล, บริการแท็กซี่, เครื่องบินชั้นประหยัด) 12% (เช่น ตั๋วเครื่องบินชั้นบิสซิเนส), 18% (เช่น ยาสีฟัน) และ 28% (เช่น แอร์คอนดิชั่น, ตู้เย็น) ขณะที่สินค้าในบางเซ็กเตอร์ก็ไม่ได้อยู่ในข่ายการใช้ภาษีจีเอสที เช่น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม, แอลกอฮอล์ และอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ก็สร้างความสับสนให้เกิดขึ้นไม่น้อย แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นต้องมีเวลาในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทางภาษีใหม่ให้คุ้นเคยกับทั้งระบบภาษีและระบบดิจิทัลที่นำมาใช้ บางรัฐของอินเดียก็ยังไม่เห็นด้วยกับจีเอสทีโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐซึ่งเดิมเป็นรัฐผู้ผลิต ซึ่งรายได้จากภาษีจะลดลง ตรงกันข้ามกับรัฐที่มีประชากรเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากระบบภาษีใหม่นี้ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็เห็นตรงกันว่า ในระยะสั้นจีเอสทีจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นไม่น้อยกับอินเดีย ทำนองเดียวกันกับการเลิกใช้ธนบัตรบางส่วนเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่ในระยะยาวการปฏิรูปภาษีครั้งนี้จะให้ผลดีมหาศาลแน่นอน

http://iiu.isit.or.th/th/news/Iron%20Industry%20News/Content-2608.aspx