7 สมาคมเหล็กแถลงความคืบหน้าการแก้ปัญหาวิกฤตเหล็กไทย
02 ตุลาคม 2560

7 สมาคมเหล็กแถลงความคืบหน้าการแก้ปัญหาวิกฤตเหล็กไทย เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2560 นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากรเป็นประธานในการเปิดงานสัมมนา หัวข้อ “อุตสาหกรรมเหล็กไทย ก้าวไกลอย่างยั่งยืน” จัดโดยกลุ่ม 7 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทยร่วมกับกรมศุลกากร สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการในกลุ่ม 7 สมาคม เกี่ยวกับกฎหมายกรมศุลกากรฉบับใหม่ที่อาจจะมีผลต่อการนำเข้าและส่งออกในอุตสาหกรรมเหล็ก ในการนี้กลุ่ม 7 สมาคมผู้ประกอบการเหล็กไทยร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กไทย เน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาและสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กอย่างยั่งยืน นายนาวา จันทนสุรคน ในนามตัวแทนกลุ่ม 7 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย ซึ่งประกอบด้วย (1) สมาคมผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย (2) สมาคมผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย (3) สมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปเหล็กแผ่น (4) สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า (5) สมาคมผู้ผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน (6) สมาคมผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี และ (7) สมาคมโลหะไทย กล่าวว่าปัจจุบันกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กได้ร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้ง กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของกรมศุลกากรได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์สินค้าเหล็ก เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาเหล็กนำเข้าจากต่างประเทศที่มีพฤติกรรมการหลบเลี่ยงอากรนำเข้า และอากรมาตรการทางการค้าในรูปแบบต่างๆ เช่น การเคลือบสีผลิตภัณฑ์อย่างหยาบเพื่อเปลี่ยนพิกัดศุลกากร การสำแดงสูตรการผลิตที่ไม่เหมาะสม หลังจากที่ได้มีการนำเสนอปัญหาดังกล่าวเรียนต่อนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี (ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ตั้งแต่ปลายปี 2558 ซึ่งเชื่อว่ากรมศุลกากรจะสามารถดำเนินการปราบปรามเอาผิดผู้เลี่ยงอากรเหล็กที่คดียังคั่งค้างอยู่ ให้ได้ข้อยุติภายในเร็ววันนี้ นายวรพจน์ เพียรอภิธรรม นายกสมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปเหล็กแผ่น กล่าวว่าผู้ประกอบการเหล็กได้รับจากความร่วมมืออย่างดียิ่งจากภาครัฐ ทางสมาคมผู้ผลิตท่อฯ ต้องขอขอบคุณกรมศุลกากร ที่เล็งเห็นความเดือดร้อนของผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้ามาผลิตเพื่อส่งออกโดยสุจริต ภายใต้กฎหมายศุลกากร 19 ทวิ ซึ่งมีเงินอากรที่ขอคืนภายใต้ 19 ทวิ มากกว่า 300 ล้านบาท ที่ผ่านมาติดเรื่องการตีความทางกฎหมาย นับเป็นข่าวดีของผู้ประกอบการที่ได้รับคำยืนยันชัดเจนจากกรมศุลกากรว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนและพร้อมคืนเงินอากรให้กับผู้ประกอบการโดยเร็ว ขณะที่นายวันเลิศ การวิวัฒน์ นายกสมาคมสมาคมเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้ากล่าว ชื่นชมโครงการพันธมิตรศุลกากร (Customs Alliance) ว่าช่วยให้การนำเข้า-ส่งออกของผู้ประกอบการเหล็กมีความสะดวกรวดเร็วขึ้นอย่างมากและล่าสุดได้ช่วยให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการในเรื่องกฎหมายศุลกากรฉบับใหม่ด้วย นายนาวากล่าวเสริมว่า ปัญหาสำคัญที่ผู้ประกอบการเหล็กยังคงเผชิญมาโดยตลอดก็คือการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมที่เกิดจากการทุ่มตลาดของสินค้าเหล็กนำเข้า “ปัญหาการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเป็นปัญหาหลักที่เกิดขึ้นกับธุรกิจเหล็กทั่วโลก ทำให้รัฐบาลแต่ละประเทศยังคงต้องใช้มาตรการทางการค้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศของตน ในช่วง ม.ค. – ก.ย. 2560 มีการเปิดไต่สวนและบังคับใช้มาตรการทางการค้าสินค้าเหล็กมากถึง 82 มาตรการ โดยประเทศที่ฟ้องใช้มาตรการมากที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา 16 มาตรการ และประเทศที่ถูกฟ้องมากที่สุด คือ จีน 43 มาตรการ ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศ ได้ขับเคลื่อนมาตรการทางการค้าอย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) และมาตรการตอบโต้การนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) รวมถึงการเร่งออกกฎหมายมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) และมาตรการตอบโต้การหลีกเลี่ยงอากรทุ่มตลาด (Anti-Circumvention) อีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้การบังคับใช้มาตรการทางการค้าของประเทศไทยมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น” นายนาวากล่าว แม้ว่าที่ผ่านมากลุ่ม 7 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทยจะมีเวทีในการหารือกับภาครัฐหลายหน่วยงานเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤติอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งช่วยคลี่คลายปัญหาต่างๆไปได้หลายเรื่อง แต่ทว่ายังคงมีอีกหลายปัญหา ที่ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือและการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง นายทนงศักดิ์ ภูมินา อุปนายกสมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทยกล่าวแสดงความกังวลเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลจีนที่กำลังไล่ปิดโรงงานเหล็กขนาดเล็กทั่วประเทศที่ใช้เทคโนโลยีล้าสมัยและก่อมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจส่งผลให้เครื่องจักรเก่าจากประเทศจีนเหล่านี้ทะลักเข้ามาในประเทศไทย “ขณะนี้ทราบว่ามีผู้ผลิตบางรายเริ่มนำเข้าเครื่องจักรเก่าจากจีน เพราะราคาถูกกว่าเครื่องจักรนำเข้าจากยุโรปมาก เรื่องนี้คงต้องฝากกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งพิจารณาออกมาตรการป้องกันการนำเข้าเครื่องจักรเก่าที่ใช้เทคโนโลยีล้าสมัยจากจีนโดยด่วน โดยเฉพาะเตาหลอมแบบ Induction Furnace ซึ่งด้อยประสิทธิภาพในด้านการประหยัดพลังงานและยังก่อมลพิษด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมาก การให้อนุญาตจัดตั้งโรงงานเหล็กใหม่ในอนาคต ควรมีการกำหนดในเรื่องการเลือกใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานและป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม” นายทนงศักดิ์กล่าว นายเภา บุญเยี่ยม เลขาธิการสมาคมเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนเหล็ก ชี้ประเด็นปัญหาการนำเข้าโครงสร้างกึ่งสำเร็จรูป (Prefabrication) จากประเทศจีน โดยในช่วงม.ค.– ส.ค. 2560 มีปริมาณนำเข้าจากประจีนกว่า 64,000 ตัน ซึ่งผู้ส่งออกจีนอาศัยช่องโหว่ของพิกัดศุลกากร นำเข้ามาภายใต้พิกัด 7308 ซึ่งปัจจุบันไม่มีการกำหนดมอก. บังคับ นอกจากนี้ยังได้รับการอุดหนุนการคืนอากรส่งออก (Export Tax Rebate) ในอัตรา 9% จาก รัฐบาลจีนอีกด้วย ทำให้มีราคาที่ถูกมากส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนภายในประเทศในฐานะผู้ผลิตวัตถุดิบ ดังนั้นจึงอยากเสนอให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) พิจารณากำหนดมาตรฐานเหล็ก Prefabrication โดยเร็ว นายเภากล่าวเสริมว่านอกจากความช่วยเหลือจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหาวิกฤติอุตสาหกรรมเหล็กแล้ว 7 สมาคม ยังอยากเสนอให้รัฐบาลพิจารณาส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างพื้นฐานภาครัฐ เช่น โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงไทย-จีน (1.79 แสนล้านบาท) และโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 (4.4 หมื่นล้านบาท) เป็นต้น นายนาวากล่าวทิ้งท้ายว่า อุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทยจะสามารถเสริมสร้างความมั่นคงและพัฒนาประเทศชาติได้นั้น ขึ้นอยู่กับว่าอุตสาหกรรมต้องสามารถต่อสู้ในตลาดเชิงพาณิชย์ และรักษาผู้ผลิตที่มีอยู่ภายในประเทศไว้ให้ได้ โดยอุตสาหกรรมเหล็กที่อยู่รอดและเข้มแข็ง จะเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ในด้านต่างๆ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน การคมนาคมขนส่ง การก่อสร้างภาคอุตสาหกรรม และการพาณิชย์ ทั้งนี้ ล่าสุดจากการที่กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กได้เข้าหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก็เห็นพ้องกันว่า อุตสาหกรรมเหล็กของไทยต้องยกระดับเป็นอุตสาหกรรมเหล็ก 4.0 เพื่อรองรับประเทศไทย 4.0 ซึ่งจะได้ร่วมดำเนินการนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อไป เพื่อให้เกิดนโยบายภาครัฐขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง

http://iiu.isit.or.th/th/news/Iron%20Industry%20News/Content-2666.aspx