“โดนัลด์ ทรัมป์” ขู่อียู จะเพิ่มภาษีรถยนต์ หากโดนตอบโต้ขึ้นภาษีเหล็ก
05 มีนาคม 2561

“โดนัลด์ ทรัมป์” ขู่อียู จะเพิ่มภาษีรถยนต์ หากโดนตอบโต้ขึ้นภาษีเหล็ก สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าวไม่เลิกผ่านทวิตเตอร์ ระบุ พร้อมขยายวงการตั้งกำแพงภาษีออกไปครอบคลุมถึงการนำเข้ารถยนต์ หากสหภาพยุโรป (อียู) ตั้งกำแพงภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากสหรัฐอเมริกาจริง เพื่อตอบโต้การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กและอลูมิเนียม เป็น 25 เปอร์เซ็นต์และ 10 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับที่ ทรัมป์ ประกาศจะดำเนินการก่อนหน้านี้ โดยข้อความทวีตของทรัมป์ระบุว่า ถ้าหากอียูต้องการเพิ่มพิกัดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาขึ้นไปอีกจากที่เดิมก็สูงอยู่แล้วและกีดกันบริษัทอเมริกันในการทำธุรกิจในอียู “เราก็แค่เพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์ของพวกอียูที่ไหลเข้ามาขายในสหรัฐอย่างเสรีอยู่ในเวลานี้” ทั้งๆที่ บริษัทต่างชาติส่วนใหญ่ที่ขายรถยนต์อยู่ในสหรัฐอเมริกา ล้วนมีโรงงานการผลิตรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอยู่ในสหรัฐอเมริกาทั้งหมดก็ตามที การทวีตข่มขู่ครั้งใหม่ของทรัมป์ มีขึ้นขณะที่ผู้นำอเมริกันส่งที่ปรึกษาซึ่งสนับสนุนการขึ้นกำแพงภาษี 2 คน คือนายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์ และนายปีเตอร์ นาวาโร ผู้อำนวยการสภาการค้าแห่งชาติ (เอ็นทีซี) ประจำทำเนียบขาวเดินทางไปออกรายการโทรทัศน์เพื่อปกป้องนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าดังกล่าว แต่ในเวลาเดียวกันบรรดาเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวก็พยายามออกมาแก้ข่าวลือว่า นาย แกรี โคห์น ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (เอ็นอีซี) และยังเป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ ของทรัมป์ เตรียมลาออกจากตำแหน่งเพราะท่าทีเรื่องการตั้งกำแพงภาษีครั้งนี้ หลังจากใช้เวลานานหลายเดือน เตือนผู้นำอเมริกันร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ว่าผู้นำอเมริกันไม่ควรดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะจะส่งผลให้ตลาดของสหรัฐอเมริกาทรุดตัวลงอย่างฮวบฮาบ ในขณะเดียวกัน บรรดาสมาคมการค้าขนาดใหญ่ รวมถึงบรรดาล็อบบียิสต์ ที่เป็นตัวแทนของบริษัทต่างๆ ในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ผู้ผลิตเบียร์, ยาสีฟัน เรื่อยไปจนถึงอุตสาหกรรมซุปสำเร็จรูป ซึ่งจำเป็นต้องใช้กระป๋องอลูมิเนียมเป็นบรรจุภัณฑ์ พากันล็อบบีกดดันทำเนียบขาวและกระทรวงพาณิชย์ให้ล้มเลิกการตั้งกำแพงภาษีเหล็กและอลูมิเนียมในครั้งนี้ หรือไม่ก็ให้กำหนดข้อยกเว้นสำคัญเอาไว้ อาทิ ยกเว้นสำหรับบางประเทศ และยกเว้นสำหรับสินค้าที่เป็นโลหะซึ่งไม่พบมีผลิตในสหรัฐอเมริกา

http://iiu.isit.or.th/th/news/Iron%20Industry%20News/Content-2973.aspx