7 สมาคมเหล็กหนุนปรับปรุง'กม.ทุ่มตลาด' ชี้จำเป็นต้องปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ-ยันไม่
09 เมษายน 2561

7 สมาคมเหล็กหนุนปรับปรุง'กม.ทุ่มตลาด' ชี้จำเป็นต้องปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ-ยันไม่ ตามที่มีสมาคมผู้นำเข้าสินค้าเหล็กออกมาคัดค้านการปรับปรุง พระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ ที่กำหนดให้มี บทบัญญัติเรื่องการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า (Anti Circumvention : AC) โดยกังวลว่าจะก่อให้เกิดปัญหาการผูกขาดสินค้า ราคาไม่สอดคล้องกับต้นทุน หรือการไม่สามารถนำเข้าสินค้าคุณภาพสูงได้นั้น นายวิกรม วัชระคุปต์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ให้ความเห็นต่อการ ปรับปรุง พ.ร.บ. ตอบโต้การทุ่มตลาดฯ ในครั้งนี้ว่า การปรับปรุง กฎหมายดังกล่าวเป็นการดำเนินการเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมาย มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับสถานการณ์จริงในปัจจุบัน เพื่อประโยชน์ในภาพรวมของอุตสาหกรรมการผลิตทั้งหมดของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงเพื่ออุตสาหกรรมเหล็ก หรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากสามารถบังคับใช้ได้กับทุกรายการสินค้าที่ผู้ส่งออกจากต่างประเทศมีพฤติกรรมส่งออกสินค้าทุ่มตลาด โดยการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าที่ประเทศไทยมีการบังคับใช้อยู่ "กฎหมายการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าดังกล่าวมีการบังคับใช้ในหลายประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ซึ่งทั้ง 2 ประเทศ ดังกล่าว มีจำนวนการใช้มาตรการทางการค้าสำหรับสินค้าเหล็ก เป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก ประการสำคัญก็คือยังไม่พบ ปัญหาการผูกขาด หรือการขาดแคลนสินค้าแต่อย่างใด ในทางกลับกันยังเป็นประเทศที่มีปริมาณการนำเข้าสินค้าเหล็กเป็นอันดับ 1 และ 2 ด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้มาตรการทางการค้าเป็นเพียงการป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากบางประเทศเท่านั้น แต่ยังคงมีการแข่งขันอย่างเสรีกับผู้ผลิตจากประเทศที่ปฏิบัติตามกฎขององค์การการค้าโลก (WTO)" นายวิโรจน์ โรจน์วัฒนชัย ผู้อำนวยการสถาบันเหล็ก และเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (ISIT) ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า "ปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่าประเทศไทยมีการบังคับใช้ มาตรการทางการค้ากับสินค้าเหล็กหลายรายการ แต่โดยปกติ จะมีการยกเว้นการบังคับใช้สำหรับสินค้าเหล็กคุณภาพสูง ที่ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศอยู่แล้ว รวมถึงยกเว้นให้กับ การนำสินค้าเหล็กเข้ามาผลิตเพื่อส่งออกเพื่อประโยชน์ ในการแข่งขันกับประเทศต่างๆในตลาดโลก จะเห็นได้จาก การที่ไทยเป็นผู้นำเข้าสินค้าเหล็กเป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา นั่นหมายความว่า การบังคับใช้มาตรการทางการค้าไม่ได้ทำให้การแข่งขันอย่าง เสรีหายไป แต่เป็นการจำกัดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมเท่านั้น" "สินค้าเหล็กเป็นสินค้าควบคุมที่มีการตรวจติดตาม อย่างเข้มงวดโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ทำให้ การจำหน่ายสินค้าต้องสอดคล้องกับต้นทุนการผลิต อีกทั้ง ยังมี พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ที่มีการควบคุมและป้องกันการผูกขาด และการค้าที่ไม่เป็นธรรมของผู้ประกอบการในประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการค้าที่เท่าเทียมกันในประเทศ " นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตเหล็กทั้งทรงยาว และทรงแบนโดยรวมประมาณ 20 ล้านตัน แต่มีการใช้อัตรากำลังการผลิตเพียง 30-40 % เท่านั้น จึงมั่นใจได้ว่ามีกำลังการผลิตเพียงพอต่อ ความต้องการใช้ของประเทศ จึงเป็นไปไม่ได้ที่สินค้าเหล็กจะขาดแคลน หรือมีการกักตุนเพื่อทำกำไร ด้านนายมนชัย เรืองศรีนุกุลกิจ นายกสมาคมโลหะไทย ได้กล่าวเพิ่มเติมในกรณีที่มีชื่อสมาคมโลหะไทย ไปร่วมยื่นหนังสือคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ. การทุ่มตลาดฯ ว่า "การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นของสมาชิก สมาคมบางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่มติของสมาคมแต่อย่างใด ทั้งนี้ การดำเนินการใดๆ ของสมาคมจะต้องผ่านความเห็นชอบ ของสมาคมเสียก่อน และหากการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวสามารถสร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติ และทำให้ผู้ผลิตและผู้ใช้เหล็กสามารถดำเนินธุรกิจร่วมกันต่อไปได้อย่างยั่งยืนและเป็นส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติได้ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีต่อทุกฝ่าย"

http://iiu.isit.or.th/th/news/Iron%20Industry%20News/Content-3020.aspx