คาดยอดการผลิตเหล็กอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างมากในปีงบประมาณ 2018
24 เมษายน 2561

คาดยอดการผลิตเหล็กอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างมากในปีงบประมาณ 2018 ผู้ผลิตเหล็กอินเดียคาดยอดการผลิตเหล็กดิบปีงบประมาณ 2018 (สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2018) จะทำสถิติสูงสุดในประวัติการณ์ จากปัจจัยหนุนจาก 1) รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนและปกป้องผู้ผลิตเหล็กภายในประเทศ 2) อุตสหาหกรรมก่อสร้างฟื้นตัว และ 3) การปิดโรงงานที่ผิดกฏหมายในจีน สำนักข่าวต่าวประเทศรายงาน ยอดการผลิตเหล็กดิบของอินเดียในช่วง 9 เดือน (เมษายน-ธันวาคม 2017) อยู่ที่ 86.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 73.96 ล้านตันในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การส่งออกเหล็กของอินเดียในช่วง 9 เดือน (เมษายน-ธันวาคม 2017) อยู่ที่ 7.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 4.98 ล้านตันในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ประเทศอินเดียถือเป็นประเทศผู้ส่งออกเหล็กสุทธิในช่วง 13 เดือนที่ผ่านมา และมียอดส่งออกเหล็กสูงกว่าประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ส่งออกเหล็กรายใหญ่อันดับสองของโลก ในปีที่ผ่านมาอินเดียประกาศนโยบายสนับสนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมเหล็ก “National Steel Policy” ซึ่งคาดว่าจะทำให้กำลังการผลิตเหล็กของอินเดียเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 300 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2030-2031 จากปัจจุบัน 100-120 ล้านตัน นอกจากนี้อินเดียยังมีมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ ได้แก่ การกำหนดอัตราอากรขาเข้า (Minimum import duty : MIP) การใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าเหล็กที่มีแหล่งกำเนิดจากจีนและยุโรป ซึ่งมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าเหล็กจากจีนขยายเวลาต่อไปอีก 5 ปี ช่วงที่ผ่านมาจีนไม่สนใจที่จะลงทุนอุตสาหกรรมเหล็กเพิ่มเนื่องจากผู้ผลิตในประเทศเผชิญภาวะขาดทุน โดยในปี 2016-2017 จีนวางแผนลดกำลังการผลิตเหล็กลง 115 ล้านตัน และตั้งเป้าลดกำลังการผลิตเหล็กดิบต่อเนื่องอีกกว่า 30 ล้านตันในปี 2018 ด้วยสาเหตุนี้ทำให้ผู้ผลิตเหล็กอินเดียได้รับผลประโยชน์อย่างมาก บริษัท JSW Steel (กำลังการผลิต 18 ล้านตันต่อปี) และบริษัท Jindal Steel and Power (กำลังการผลิต 8.6 ล้านตันต่อปี) มียอดการผลิตเหล็กดิบรายเดือนและรายไตรมาสสูงที่สุดในประวัติการณ์ บริษัท Tata Steel (กำลังการผลิต 13 ล้านตันต่อปี) แม้จะมีอุปสรรคทางเทคนิคทำให้ต้องปิดเตาหลอมเหล็กที่ Kalinganagar แต่ยอดการผลิตเหล็กดิบของบริษัทก็ทำสถิติสูงสุดที่ 12.48 ล้านตันในปีที่ผ่านมา ตามรายงานของ Jefferies บริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อินเดีย คาดว่า ผลประกอบการในไตรมาสที่ 4 ของบริษัทเหล็กอินเดียจะแข่งแกร่งขึ้น ด้วยปัจจัยหนุนจากราคาเหล็กภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น บริษัทฯ คาดว่ารายได้จากการดำเนินงาน (Ebitda) ของบริษัท Tata Steel และ บริษัท JSW Steel จะเติบโตกว่า 18% QoQ ขณะที่ผลการดำเนินการของบริษัท SAIL มีแนวโน้มทรงตัว แต่ยังคงได้ประโยชน์จากราคาเหล็กทรงยาวที่เพิ่มขึ้น ตามการวิเคราะห์ของนาย Noel Vaz นักวิเคราะห์จาก IIFL Securities พบว่า อุปสงค์เหล็กอินเดียเริ่มฟื้นตัวในปีที่ผ่านมา โดยเติบโตที่ 7.6% y-o-y การเติบโตนี้ได้รับการสนับสนุนจากการดำเนินการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ยกตัวอย่างเช่น บริษัท JSW Steel มียอดขายของผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาวขยายตัว 11% y-o-y ผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาวถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดใหญ่และยากต่อการขนส่ง ดังนั้นกิจกรรมการก่อสร้างภายในประเทศส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์เหล็กที่ผลิตภายในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างทางหลวง สะพาน และรถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นต้น สำหรับแนวโน้มอุปสงค์เหล็กอินเดียในอีก 2-3 ปีข้างหน้า บริษัท Jefferies คาดว่าภายในปีงบประมาณ 2018-2020 ความต้องการใช้เหล็กของอินเดียมีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ย 7.2% ต่อปี ต่อจากนี้เราจะได้เห็นประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมเหล็กอินเดียมากขึ้น และผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่โดยเฉพาะบริษัทเหล็กที่มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งแร่เหล็กจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากสถานการณ์นี้

http://iiu.isit.or.th/th/news/Iron%20Industry%20News/Content-3040.aspx