ธุรกิจเหล็กสหรัฐ” ผู้ชนะใน Trade War เพราะยอดขาย-กำไรพุ่งเกือบเท่าตัว
31 กรกฎาคม 2561

ธุรกิจเหล็กสหรัฐ” ผู้ชนะใน Trade War เพราะยอดขาย-กำไรพุ่งเกือบเท่าตัว ใครๆ ก็กังวลเรื่อง สงครามการค้า หรือ Trade War จนเกิดผลกระทบเชิงลบมากมาย ตั้งแต่ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (EM) ราคาตกวูบ ไหนจะผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าในกลุ่มซัพพลายเชนของประเทศจีน ทว่าในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ ธุรกิจเหล็กในสหรัฐ ยอดขาย-กำไรพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ หลังจาก Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐ จุดประกายสงครามการค้า โดยประกาศมาตรการทางภาษีการนำเข้าเหล็ก ก็ส่งผลให้ราคาเหล็กพุ่งสูงขึ้น ปัจจุบันราคาเหล็กของสหรัฐฯ อยู่ที่ 917 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน เพิ่มขึ้น 41% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี (ข้อมูลจาก S&P Global Platts) ซึ่งผลดีไปตกอยู่กับธุรกิจเหล็ก อย่างบริษัท Reliance Steel & Aluminum (RS) ยอดขายเพิ่มสูงขึ้น 18% (เพราะราคาเพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่น) และ Nucor (NUE) บันทึกว่าไตรมาส 2 ปีนี้มีรายได้สูงสุด ซึ่งเติบโตเกือบเท่าตัว ล่าสุดเมื่อเดือนก่อน John Ferriola CEO ของ Nucor ยังบอกกับนักวิเคราะห์ว่า เขามีความสุขมากๆ กับมาตรการทางภาษีที่ออกมา โดยเตรียมเงินอีก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อลงทุนขยายธุรกิจ “อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศของเรา ถ้าระบบการค้ายังเดินหน้าต่อไปแต่เป็นการค้าที่ไม่สมดุล (Imbalance) เราเลยเห็นด้วยกับคณะรัฐบาลที่พยายามแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้” Ferriola บอก ส่วนหลายคนก็จับตาดูผลประกอบการของบริษัท NUE, RS, AK Steel (AKS), และ US Steel (X) ที่จะออกมาภายในสัปดาห์นี้ บริษัทในสหรัฐฯ ใครบ้างที่ได้รับผลกระทบจาก Trade War แต่ไม่ว่าอย่างไร กำแพงภาษีของสหรัฐฯ ก็ส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทฯ กว่าร้อยบริษัท เช่น Harley-Davidson (HOG), General Motors (GM), General Electric (GE), 3M (MMM) ฯลฯ ที่ต้องเร่งปรับตัวทั้งเรื่องราคา และโครงสร้าง ซัพพลายเชนที่มีอยู่ ส่วนบริษัท FJM Ferro (อยู่ที่บลูคลิน) ที่ใช้เหล็กแปรรูปในการสร้างตึกสูงใน Manhattan ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบด้านเหล็กเพิ่มสูงขึ้นกว่า 50% ซึ่งเขามองว่าผลกระทบส่วนใหญ่จะไปตกอยู่กับบริษัทขนาดเล็ก ด้านบริษัทใหญ่ๆ อย่าง GM ถึงขนาดปรับลดคาดการณ์กำไรของปีนี้ลง และเตือนว่า ต้นทุนของสินค้าโภคภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับราคาเหล็ก และอลูมิเนียมที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ Philip Gibbs นักวิเคราะห์ธุรกิจเหล็ก KeyBanc Capital Marketsบอกว่า เราต้องระมัดระวังเรื่องภาษีมากๆ เพราะเป็นต้นทุนหลักที่เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจในสหรัฐฯ มีความสามารถในการแข่งขันลดลง และแน่นอนว่าหลายบริษัทจะหาลู่ทางนำเข้าเหล็กจากประเทศอื่น “มันก็รู้สึกดีที่ระยะสั้นเราเห็นราคาขยับขึ้น แต่สุดท้ายเราก็ต้องเจอการบ่นของลูกค้าอยู่ดี” สัปดาห์นี้ตลาดต้องจับตามองอะไรกันบ้าง? วันจันทร์ (30 ก.ค.) รายได้ของบริษัท Caterpillar (CAT) วันอังคาร (31 ก.ค.) GDP ไตรมาส 2/61 ของภูมิภาคยุโรป, รายได้ของบริษัท Pfizer (PFE), Procter & Gamble (PG) และ Apple (AAPL) วันพุธ (1 ส.ค.) รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed), รายได้ของบริษัท Humana (HUM), Sprint (S) และ Tesla (TSLA) วันพฤหัสบดี (2 ส.ค.) การประชุมของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE), รายได้ของบริษัท Berkshire Hathaway (BRKA), Yum Brands (YUM) และ Aetna (AET) วันศุกร์ (3 ส.ค.) อัตราการจ้างงานสหรัฐ, รายได้ของบริษัท Kraft Heinz (KHC) และ Toyota (TM) สรุป Trade war ส่งผลกระทบต่อหลายธุรกิจทั่วโลก แต่ธุรกิจเหล็กในสหรัฐฯ กลับได้ประโยชน์ เพราะราคาเหล็กที่พุ่งสูงขึ้นทำให้รายได้กับยอดชายเพิ่มขึ้นไปด้วย แต่ในระยะยาวนักวิเคราะห์มองว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อยู่ดี คงต้องรอดูว่า Trump จะเพิ่มมาตรการทางภาษีอะไรเพิ่มในช่วงที่เหลือของปี

http://iiu.isit.or.th/th/news/Iron%20Industry%20News/Content-3170.aspx