"4 สมาคมเหล็ก" แก้วิกฤต "เศษเหล็ก" ขาด!!!
10 เมษายน 2562

"4 สมาคมเหล็ก" แก้วิกฤต "เศษเหล็ก" ขาด!!! สมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทย ผนึกผู้ส่งออกเศษเหล็กรายใหญ่ คุมปริมาณส่งออกเศษเหล็ก หวังช่วยแก้วิกฤติเศษเหล็กในประเทศขาด นายเภา บุญเยี่ยม เลขาธิการ สมาคมผู้ผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน เปิดเผยว่า ขณะนี้ กลุ่ม 4 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทย กับกลุ่มผู้ส่งออกเศษเหล็กรายใหญ่ของประเทศ ได้ตกลงให้มีการกำหนดปริมาณการส่งออกเศษเหล็กประเภทพิกัดอัตราศุลกากรที่ผู้ผลิตเหล็กด้วยเตาหลอมไฟฟ้าในประเทศสามารถใช้งานได้ โดยต้องควบคุมปริมาณส่งออกไม่เกินกว่า 230,000 ตันต่อปี เท่ากับปริมาณส่งออกเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ซึ่งบันทึกข้อตกลงนี้มีกำหนดระยะเวลา 2 ปี ทั้งนี้ กลุ่ม 4 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทย ประกอบด้วย สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า, สมาคมผู้ผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน, สมาคมการค้าผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี และสมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย ส่วนกลุ่มผู้ส่งออกเศษเหล็กรายใหญ่ของประเทศ จำนวน 3 ราย ได้แก่ ฮีดากาโยโก เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด, ยามานากะ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และลูกอัดและเศษเหล็กไทย จำกัด โดย นายทนงศักดิ์ ภูมินา อุปนายกสมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย เปิดเผยว่า ความสำเร็จของความร่วมมือในครั้งนี้ กลุ่ม 4 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทย ผู้ใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบหลักในกระบวนการผลิตเหล็กกล้า "ขอขอบคุณกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ที่ช่วยเป็นตัวกลางประสานจัดการประชุมหารือร่วมกับกลุ่มผู้ส่งออกเศษเหล็ก จนกระทั่ง 2 ฝ่าย มีความเข้าใจปัญหาร่วมกันและสามารถบรรลุข้อตกลงในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือสงวนเศษเหล็กสำหรับใช้ในประเทศ" ด้าน นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง ในฐานะผู้แทนสมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า เปิดเผยว่า ขณะนี้ การสงวนเศษเหล็กสำหรับใช้ในประเทศถือเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กขั้นต้น (Iron Making) ที่เป็นการถลุงเหล็กจากสินแร่เหล็กโดยตรง โดยขณะนี้ ในไทยมีแต่อุตสาหกรรมเหล็กขั้นกลาง หรือ การผลิตเหล็กกล้า (Steel Making) ซึ่งต้องใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเหล็กกล้า โดยความต้องการใช้เศษเหล็กมีมากถึงกว่า 4 ล้านตันต่อปี แต่ปริมาณเศษเหล็กที่สามารถหาซื้อได้ในประเทศมีเพียง 3.2 ล้านตันต่อปีเท่านั้น ดังนั้น จึงทำให้ต้องนำเข้าเศษเหล็กจากต่างประเทศในปริมาณมากถึงกว่า 1.7 ล้านตันต่อปี แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกลับมีการส่งออกสินค้าเศษเหล็กไปยังต่างประเทศมากถึงประมาณ 400,000 ตันต่อปี "การส่งออกเศษเหล็กไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มและยังเป็นการสูญเปล่าทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐควรพิจารณามาตรการสงวนเศษเหล็กสำหรับใช้ในประเทศ" นายประวิทย์ กล่าว ขณะที่ นายพงศ์เทพ เทพบางจาก นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ประเทศผู้ผลิตเหล็กอันดับ 1 ของโลก เช่น ประเทศจีน ก็มีการใช้มาตรการควบคุมการส่งออกเศษเหล็ก เพื่อสงวนเศษเหล็กไว้สำหรับผู้ผลิตเหล็กในประเทศเป็นหลักเช่นกัน โดยมีการเรียกเก็บภาษีการส่งออกเศษเหล็กในอัตราสูงถึงร้อยละ 40 ซึ่งการใช้มาตรการควบคุมการส่งออกเศษเหล็ก นอกจากจะช่วยลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าเศษแล้ว ยังเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตเหล็กในประเทศอีกด้วย

http://iiu.isit.or.th/th/news/Iron%20Industry%20News/Content-3573.aspx