โรงงานเหล็กนิปปอน สตีล ต้องปิดโรงงานต่ออีกระยะหนึ่ง
09 ตุลาคม 2562

โรงงานเหล็กนิปปอน สตีล ต้องปิดโรงงานต่ออีกระยะหนึ่ง บริษัทโตโยต้า (Toyota) และบริษัทบริดจ์สโตน (Bridgestone) เริ่มมีการจัดหาวัสดุชิ้นส่วนรถยนต์จากผู้ผลิตอื่นๆ โตเกียว – นิปปอนสตีล ประเทศญี่ปุ่น จะหยุดการผลิตของโรงงานภายในประเทศ 2 โรง เป็นการชั่วคราวอีกหลายเดือน โดยที่โรงงานทั้งสองโรงทำการผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กอัลลอยที่ใช้ในการผลิตรถยนต์ การหยุดการผลิตเป็นผลมาจากพายุไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้และทำให้เกิดไฟไหม้โรงงานจึงส่งผลให้เกิดการหยุดผลิตดังกล่าว โรงงานทั้งสองโรงนี้ ทำการผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป สำหรับล้อรถยนต์และชิ้นส่วนที่เคลื่อนที่ (moving parts) ซึ่งทั้งสองโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในปริมาณรวมกันมากกว่า 50% ของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทั้งหมด บริษัท นิปปอนสตีล เป็นผู้ผลิตเหล็กอัลลอยสำหรับรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น โดยโตโยต้ามอเตอร์ได้เริ่มจัดหาผลิตภัณฑ์เหล่านี้จากแหล่งอื่นๆ โรงงานทั้งสองโรงที่จะถูกสั่งให้หยุดผลิตชั่วคราวนั้น มีกระบวนการหลอมเหล็กในโรงงานเหล็กใน Kimitsu, Chiba Prefecture และโรงงานเหล็กคุเระ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของนิปปอนสตีล นิชชิน ในฮิโรชิม่า (Hiroshima Prefecture) โดยมีการผลิตรวมกันทั้งหมดอยู่ประมาณ 200,000 ตันต่อเดือน หนึ่งในปล่องควันที่ใช้สำหรับกระบวนการแปรสภาพเป็นก๊าซ ที่โรงงานคิมิตสุประสบปัญหาในการผลิตจากพายุไต้ฝุ่นฟ้าใส (typhoon Faxai ) เมื่อต้นเดือนกันยายนนี้ โดยโรงงานคุเระได้ถูกไฟไหม้ เมื่อปลายเดือนสิงหาคม ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากกับห้องควบคุมชิ้นส่วนหลักต่างๆซึ่งหนึ่งในสองโรงงานเกี่ยวข้อง โรงงานคิมิตสุจะใช้เวลาถึง 6 เดือนที่จะกลับมาทำการผลิตได้เหมือนเดิม และโรงงานคุเระจะใช้เวลาถึง 10 เดือนถึงจะกลับสู่สภาพการผลิตปกติเหมือนช่วงก่อนเกิดความเสียหาย การหยุดการผลิตของโรงงานชั่วคราวนี้อาจทำให้ผลกำไรของบริษัทนิปปอนสตีลลดลงหลายหมื่นล้านเยน โฆษกของบริษัท โตโยต้า กล่าวว่า โตโยต้าไม่ได้คาดการณ์ว่าจะมีผลกระทบกับการผลิตรถยนต์ของโตโยต้า แต่ได้เริ่มจัดหาผลิตภัณฑ์เหล็กอัลลอยจากผู้ผลิตอื่นแล้ว ผู้ผลิตยางรถยนต์ บริดจ์สโตน ซึ่งจัดหาวัสดุเสริมความแข็งแกร่งให้กับล้อรถยนต์จากนิปปอนสตีล ไม่ได้รับผลกระทบต่อการผลิตของตน แต่โฆษกของบริดจ์สโตนกล่าวว่า บริษัทได้จัดซื้อวัสดุดังกล่าวจากแหล่งทางเลือกอื่นแล้ว

http://iiu.isit.or.th/th/news/Iron%20Industry%20News/Content-3941.aspx