ความต้องการเหล็กทั่วโลกคาดว่าจะลดลงร้อยละ6.4ในปี2563ก่อนหน้าที่สถานการณ์จะฟื้นตัวในปี2564: เวิร์ลด์สตีล (Worldsteel)
05 มิถุนายน 2563

ความต้องการเหล็กทั่วโลกคาดว่าจะลดลงร้อยละ6.4ในปี2563ก่อนหน้าที่สถานการณ์จะฟื้นตัวในปี2564: เวิร์ลด์สตีล (Worldsteel) เวิร์ลด์สตีลแอสโซสิเอชั่น (World Steel Association) กล่าวว่า ในวันที่ 4 มิถุนายน คาดว่า ความต้องการเหล็ก จะลดลงร้อยละ 6.4 ไปอยู่ที่ 1.65 ล้านตัน ในปีนี้ ก่อนที่จะฟื้นตัวไปใกล้กับระดับก่อนการระบาดใหญ่ ในปี 2564 ซึ่งนำโดยจีนและภาคการก่อสร้าง การลดลงของความต้องการในประเทศส่วนใหญ่ จะรุนแรงน้อยกว่าในช่วงวิกฤตการเงินโลก เนื่องจาก การบริโภค ซึ่งถูกกระทบมากที่สุด นั้น มีความเข้มข้นของการใช้เหล็กน้อย เอ็ดวิน บาสสัน ผู้อำนวยการทั่วไปของเวิร์ลด์สตีล กล่าวในระหว่างการประชุมทางไกลเกี่ยวกับรายงานแนวโน้มระยะสั้น (Short Range Outlook report) ในเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วจำนวนมาก ความต้องการเหล็กนั้นได้อยู่ที่ระดับต่ำแล้ว และยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากปี 2551 สมาคมคาดว่าการบริโภคเหล็กรายปี จะฟื้นตัวไปอยู่ที่ 1.72 ล้านตันในปี 2564 ซึ่งน้อยกว่าระดับความต้องการในปี 2562 เล็กน้อย อุตสาหกรรมเหล็กได้รับผลกระทบจากการไม่มีการบริโภค การปิดโรงงาน และห่วงโซ่อุปทานที่เกิดภาวะชะงักงัน จากการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรน่า 2019 ความต้องการคาดว่าจะลดลงอย่างมากในประเทศส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างไตรมาสที่สอง การลดลงของความต้องการเหล็กทั่วโลกจะบรรเทาบ้าง จากการฟื้นตัวในจีนเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในโลก ใกล้จะสู่ระดับปกติอย่างรวดเร็ว ยกเว้นอุตสาหกรรมสถานบริการ และการท่องเที่ยว โดยภายในเดือนเมษายน อุตสาหกรรมที่ใช้เหล็กเป็นหลักทั้งหมดในจีนได้กลับมาใกล้จะมีผลิตภาพทางการผลิตเต็มที่ และความต้องการคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 ในปีนี้ ยุโรป อเมริกาเหนือ อินเดีย และตลาดเหล็กต่างๆ ในเอเชียที่กำลังพัฒนา คาดว่าจะใช้เวลายาวนานกว่าที่จะฟื้นตัว

http://iiu.isit.or.th/th/news/Iron%20Industry%20News/Content-4203.aspx