ความต้องการเหล็กของโลกคาดว่าจะลดลงร้อยละ6ในปี2563และเพิ่มขึ้นร้อยละ4ในปี 2564:เวิร์ลด์สตีล
03 กรกฎาคม 2563

ความต้องการเหล็กของโลกคาดว่าจะลดลงร้อยละ6ในปี2563และเพิ่มขึ้นร้อยละ4ในปี 2564:เวิร์ลด์สตีล ความต้องการเหล็กสำเร็จรูป (finished steel) ทั่วโลกคาดว่าจะลดลงร้อยละ 6.4 ในปี 2563 จากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 และฟื้นตัวขึ้นมาประมาณร้อยละ 3.8 ในปี 2564 ผู้อำนวยการด้านการศึกษาทางเศรษฐกิจของสมาคมเหล็กโลก (World Steel Association) แน ฮี ฮาน กล่าว ในงานประชุมผ่านสื่ออิเลคทรอนิกส์ ของ Southeast Asia Iron and Steel Institute (SEAISI) ความต้องการเหล็กสำเร็จรูปทั่วโลก คาดว่าจะลดลงไปอยู่ที่ 1,653.9 ล้านตันในปี 2563 จาก 1,766.5 ล้านตันในปี 2562 ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นที่ 1,717.4 ล้านตันในปี 2564 ฮานกล่าว “ในส่วนที่ติดลบร้อยละ 6.4 นี้ เรายังมีการเติบโตจากจีน ประมาณร้อยละ 1 ภาพของส่วนที่เหลือของโลกจริงๆ ไม่สวยเท่ากับร้อยละ 6.4 นี้ มันน่าจะเป็นติดลบร้อยละ 14 มากกว่า” เธอกล่าว ประเทศพัฒนาแล้วจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการระบาดใหญ่มากกว่าเขตเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาและเกิดใหม่ ซึ่งตลาดในประเทศอินเดีย ได้รับผลกระทบมากกว่าตลาดในประเทศจีน เธอกล่าว อย่างไรก็ตาม บทบาทของจีนในฐานะที่เป็นกันชนของวิกฤตได้ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤตทางการเงินโลก เมื่อ 11 ปี ที่แล้ว ผลกระทบของการระบาดใหญ่ทั่วโลกต่อ GDP นั้นมีมากกว่าผลกระทบของวิกฤตการเงินโลก เนื่องจากเพราะมีการล็อกดาวน์ในหลายประเทศ ในขณะที่ตลาดเหล็กของจีนมีอัตราการเติบโตร้อยละ 23.4 หลังจากวิกฤตการเงินโลกในปี 2552 และคาดว่าความต้องการเหล็กในปี 2563 จะเติบโตเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ภาคยานยนต์เป็นภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดทั้งในช่วงวิกฤตการเงินโลก และการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในปี 2563 ภาคยานยนต์คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 19.6 จากปีที่แล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับ ปี 2552 ที่หดตัวร้อยละ 23.8 ในขณะที่ภาคของเครื่องจักรกลคาดว่าจะหดตัวร้อยละ 11.7 ในปี 2563 ซึ่งเท่ากันกับปี 2552 ที่หดตัวร้อยละ 11.7 จากการวิจัยของสมาคมเหล็กโลก การหยุดชะงักในห่วงโซ่คุณค่า (value chains) จะมีในอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกด้วย ถึงอุตสาหกรรมมากมายจะพยายามที่จะฟื้นตัว ในขณะที่มาตรการการรักษาระยะห่าง (Social Distancing) ยังคงมีความจำเป็นอยู่ เธอกล่าว “เราไม่คิดว่าการฟื้นตัวของความต้องการนั้นจะแข็งแกร่ง เนื่องจาก การว่างงานในอัตราที่สูง ทำให้มีการระมัดระวังมากขึ้นในการบริโภค” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก นั้น มีความเสี่ยงที่จะล้มละลาย เนื่องจากเป็นสิ่งที่ยากลำบากสำหรับมาตรการการรักษาระยะห่าง การฟื้นความมั่นใจจะขึ้นอยู่กับการค้นพบวัคซีนหรือการรักษา ในขณะเดียวกันประสบการณ์การล็อกดาวน์น่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น การเคลื่อนย้ายจากศูนย์กลางในเมืองไปสู่เขตชนบทที่มีความหนาแน่นน้อย ซึ่งมีผลกระทบต่อการขนส่ง การพัฒนาสู่เมือง และการลงทุน ในขณะที่การใช้ยานยนต์ลดลงอย่างมากในช่วงล็อกดาวน์ ความพึงพอใจที่จะใช้ยานพาหนะส่วนตัว มีมากกว่าที่จะใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เนื่องจากการผ่อนคลายข้อจำกัดนั้น น่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านด้านโครงสร้างที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดเหล็กในอีกหลายปีข้างหน้า

http://iiu.isit.or.th/th/news/Iron%20Industry%20News/Content-4230.aspx