เศรษฐกิจจีนโตร้อยละ3.2ในไตรมาส2จากปริมาณน้ำมันดิบและปริมาณการผลิตเหล็กพุ่ง
20 กรกฎาคม 2563

เศรษฐกิจจีนโตร้อยละ3.2ในไตรมาส2จากปริมาณน้ำมันดิบและปริมาณการผลิตเหล็กพุ่ง ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ของจีนในไตรมาสที่ 2 ขยายตัว ร้อยละ 3.2 จากปีที่ผ่านมา ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจกลับมาเติบโต หลังจากหดตัวร้อยละ 6.8 ในไตรมาสที่ 1 เนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบและการผลิตเหล็กที่เพิ่มขึ้น ในทางเดียวกันกับปริมาณสินค้าและบริการ ท่ามกลางมาตรการการกักกันโควิด-19 สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ได้เผยแพร่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจซึ่งแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวอยู่บ้างในกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในตลาดและนักวิเคราะห์กล่าวว่า การเติบโตของ GDP ในไตรมาสที่ 2 สะท้อนการฟื้นตัวในการผลิตสินค้าและบริการมากกว่าที่จะเป็นการฟื้นตัวจริงในความต้องการและการบริโภค ซึ่ง GDP ในครึ่งปีแรก หดตัวร้อยละ 1.6 จากปีที่ผ่านมา ในขณะนี้ อัตราการเติบโตของ GDP เก็บข้อมูลไว้เป็นสินค้าคงคลัง เนื่องจากการส่งออกลดลง และการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หลังจากการระบาด นักเศรษฐศาตร์ในปักกิ่งกล่าว ปริมาณน้ำมันดิบ (Crude Oil Throughput) ของจีน ในไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 จากปีที่ผ่านมา เทียบกับที่ลดลงร้อยละ 4.6 จากปีที่แล้ว ระดับปริมาณน้ำมันดิบ ในเดือนมิถุนายน ขึ้นไปถึงระดับสูงสุด ที่ 14.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากปีที่ผ่านมา จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปริมาณน้ำมันดิบที่สูงนี้ มาจากการนำเข้าน้ำมันดิบที่สูงเป็นประวัติการณ์ของจีน ในหลายเดือนที่ผ่านมา โรงกลั่นทั้งอิสระและของรัฐ ได้ประโยชน์เต็มที่จากราคาน้ำมันที่ต่ำในไตรมาสที่ 2 การซื้อน้ำมันดิบอย่างมากในช่วงการเทรดเมื่อเร็วๆนี้ ได้แรงหนุนจากราคาเป็นหลัก และไม่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในด้านความต้องการเชื้อเพลิงอุตสาหกรรมหรือผู้บริโภค แหล่งข่าวในตลาดและนักวิเคราะห์กล่าว อย่างไรก็ตาม การเติบโตของปริมาณเหล็กดิบในประเทศ เร่งตัวขึ้นในไตรมาสที่ 2 ไปอยู่ที่ร้อยละ 1.6 จากปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจากการเติบโตในไตรมาสที่ 1 ที่อยู่ที่ร้อยละ 1.2 จากปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงผลักดันจากการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ เช่นเดียวกันกับเทรดเดอร์ซื้อจากความคาดหวังว่าภาคสาธารณูปโภคและอสังหาริมทรัพย์จะดีขึ้นอีกในครึ่งปีหลัง มูลค่าการส่งออกสินค้าจีนลดลงร้อยละ 0.2 ในไตรมาสที่ 2 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เทียบกับการลดลงในไตรมาสที่ 1 ร้อยละ 6.5 จากปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยอดขายปลีกของประเทศในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ลดลงร้อยละ 3.9 เทียบกับยอดที่ลดลงในไตรมาสที่ 1 ร้อยละ 19 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการบริโภคของผู้บริโภคขั้นสุดท้ายนั้นยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ S&P Global Ratings คาดการณ์ว่า GDP ของจีนจะเติบโตร้อยละ 1.2 ในปี 2563 และร้อยละ 7.4 ในปี 2564 เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวอยู่ขณะนี้ จากการกระตุ้นต่างๆและตลาดอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม การลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานที่มาจากนโยบายจะต้องมีการส่งต่อไปสู่ความต้องการภาคเอกชนอีกด้วย โดยเฉพาะการบริโภค ถ้าการฟื้นตัวยังคงอยู่ในปีหน้า จากรายงานของ S&P Global Ratings

http://iiu.isit.or.th/th/news/Iron%20Industry%20News/Content-4283.aspx