ปริมาณเหล็กโลกมิ.ย.ลดลงจากปีก่อนจากวิกฤตไวรัสโคโรนายืดเยื้อ
29 กรกฎาคม 2563

ปริมาณเหล็กโลกมิ.ย.ลดลงจากปีก่อนจากวิกฤตไวรัสโคโรนายืดเยื้อ การผลิตเหล็กดิบ (Crude steel) ใน 64 ประเทศ ที่รายงานต่อ World Steel Association ในเดือนมิถุนายน ลดลงร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ 148.3 ล้านตัน เนื่องจากปัญหาต่อเนื่องจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งน้อยกว่าตัวเลขคาดการณ์สำหรับเดือนมิถุนายนมาก ซึ่งอาจปรับใหม่ในเดือนหน้า ทวีปเอเชีย ผลิตเหล็กดิบ อยู่ที่ 642 ล้านตัน ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 ลดลงร้อยละ 3 จากครึ่งปีแรกในปี 2562 จีนผลิตเหล็กดิบ 91.6 ล้านตัน ในเดือนมิถุนายน 2563 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 จากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว อินเดีย ผลิตเหล็กดิบ 6.9 ล้านตัน ในเดือนมิถุนายน 2563 ลดลงร้อยละ 26.3 จากเดือนเดียวกันของปีก่อน สหภาพยุโรปผลิตเหล็กดิบ 68.3 ล้านตัน ในครึ่งแรกของปี 2563 ลดลงร้อยละ 18.7 จากครึ่งปีแรกของปีที่ผ่านมา เยอรมันนีซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ผลิตเหล็กดิบ 2.5 ล้านตัน ในเดือนมิถุนายน 2563 ลดลงร้อยละ 27.3 จากเดือนเดียวกันในปีก่อน อิตาลีซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของยุโรป ผลิตเหล็กดิบลดลงร้อยละ 13 โดยอยู่ที่ 1.8 ล้านตันในเดือนมิถุนายน 2563 ฝรั่งเศสและสเปน ผลิตเหล็กดิบ 800,000 ตัน ในแต่ละประเทศ ในเดือนมิถุนายน 2563 ลดลงร้อยละ 34.9 และร้อยละ 31.5 ตามลำดับ ในเดือนมิถุนายน 2562 การผลิตเหล็กดิบของตุรกี ในเดือนมิถุนายน 2563 เท่ากับ 2.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.1 จากเดือนมิถุนายน 2562 การผลิตเหล็กดิบของทวีปอเมริกาเหนือ ในครึ่งแรกของปี 2563 เท่ากับ 50.2 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 17.6 จากครึ่งแรกของปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกาผลิตเหล็กดิบ 4.7 ล้านตัน ในเดือนมิถุนายน 2563 ลดลงร้อยละ 34.5 จากเดือนเดียวกันในปีที่ผ่านมา ในทวีปอเมริกาใต้ การผลิตเหล็กดิบลดลงร้อยละ 30.4 โดยอยู่ที่ 2.56 ล้านตันในเดือนมิถุนายน บราซิลผลิตเหล็กดิบลดลงร้อยละ 27 โดยอยู่ที่ 2.1 ล้านตันในเดือนมิถุนายนเช่นกัน การผลิตในกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States: CIS) คาดว่าจะมีการผลิตเหล็กดิบ 7.9 ล้านตันในเดือนมิถุนายน ลดลงร้อยละ 5 จากเดือนเดียวกันในปี 2562 อย่างไรก็ตาม ยูเครนผลิตเหล็กดิบ 1.8 ล้านตัน ในเดือนมิถุนายน 2563 เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากเดือนเดียวกันในปีที่ผ่านมา

http://iiu.isit.or.th/th/news/Iron%20Industry%20News/Content-4311.aspx